Page 3 of 3

IT – “โผล่จากนรก” (2017)

ลอยละล่องสู่ความสยองกับหนึ่งในหนังจากนวนิยาย สตีเฟน คิง ที่ดีที่สุด!

หลังขึ้นจอแบบมินิซีรี่ส์ไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 1990 และได้รับเสียงชื่นชมไปเพียบ กระทั่งเวลาผ่านไป 27 ปี ก็ถึงเวลาที่เรื่องราวของกลุ่มเด็กขี้แพ้กับตัวตลกเพนนีไวส์ จะกลับมาหลอกหลอนผู้ชมอีกทีในฉบับหนังฟอร์มยักษ์ โดย “IT” เวอร์ชั่น 2017 นี้มีการดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนจากนวนิยายของ สตีเฟน คิง และที่น่าสนใจคือการแบ่งหนังออกเป็น 2 ภาค ซึ่งในหนังฉบับแรกที่ฉายในปี 2017 นี้จะเน้นเล่าเรื่องราวเฉพาะวัยเด็กของตัวละคร ก่อนที่ภาคต่อไปจะเล่นเรื่องราวตอนทั้งหมดโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

หนังเลือกที่จะใช้ประโยค “Chapter 1” ขึ้นในตอนจบของเรื่อง โดยที่เลี่ยงการใช้คำนี้ในสื่อโฆษณาอื่นๆ ตลอดจนข้อมูลใน imdb เองก็ยังใช้แค่ “IT” เฉยๆ มองในแง่หนึ่งคือกรณีที่หนังออกฉายแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนสตูดิโอไม่อยากเข็นภาคต่อตามออกมา หนังเรื่องนี้ก็ยังถือว่าจบได้พอดีอยู่ดี หรือ มองในแง่การตลาดที่การตัด “Chapter 1” ออกไป เพื่อให้ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ๆที่ไม่ใช่แฟนคลับของนิยายก็เป็นได้

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็ก 7 คนที่เติบโตมาในเมืองเดอร์รี รัฐเมน พวกเขาเรียกตัวเองว่า “กลุ่มขี้แพ้” ซึ่งแต่ละคนก็มีปมของตนเองแตกต่างกันไป โดยเฉพาะ บิลล์ ที่ต้องพบกับความเจ็บปวดหลัง จอร์จี น้องชายของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับในวันฝนตกหนัก จนทุกคนเชื่อว่าจอร์จีได้ตายไปแล้ว แต่ บิลล์ ยังมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบกับเหตุการณ์นี้ให้ได้

กระทั่งเวลาผ่านไปถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อน บิลล์ และเพื่อให้นๆก็ต้องพบกับความกลัวในใจลึกๆของตนที่ปรากฏออกมาในรูปแบบที่น่าสะพรึง พวกเขาไม่รู้จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร นอกจากเรียกว่า ‘มัน’

ยิ่งบิลล์ และเพื่อให้นๆสืบลึกลงไปในประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของเมืองก็พบเงื่อนงำที่ชวนช็อกที่ว่า ‘มัน’ เป็นสิ่งมีชีวิตอันแปลกแปลกที่อยู่เบื้องหน้าเหตุร้ายแรงในเมืองนี้มาตั้งแต่อดีตกาลและมันจะออกมาจับเด็กกินทุกๆช่วงเวลา 27 ปี บัดนี้กลุ่มเด็กขี้แพ้ที่ถูกเมินจากทุกคน จึงต้องอาศัยความข้องเกี่ยวอันเหนียวแน่นในการเผชิญหน้ากับความกลัว เพื่อให้หยุด ‘มัน’ ให้ได้!

สิ่งที่ต้องชื่นชมประการแรกก็คือการกำกับของ Andy Muschietti (แห่ง Mama) ที่แม้จะเว้นช่วงในการทำหนังสยองขวัญไปหลายปี แต่การมาคราวนี้กับผลงานที่ต้องแบกรับความคาดหวังไว้อย่างหนักอึ้ง ทั้งจากความดังของนวนิยาย ความดีเลิศของฉบับซีรี่ส์ ไหนจะเรื่องการกล้าปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนและแบ่งหนังเป็น 2 ภาคอีก แต่ Muschietti ก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าการสร้างหนังจากเรื่องราวที่เขารักและเข้าใจแก่นแท้ของมันสามารถทำให้เขาสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ โดย “IT” เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงทักษะความถนัดของ Muschietti ที่ก้าวกระโดดของพี่แกขึ้นมาอีกขั้นและนับเป็นผลงานที่จะทำให้ชื่อของพี่แกมีบารมีเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ

คุณงามความดีงามประการต่อมาคือการนำเสนอที่ถ่ายทอดออกมาได้ดี หนังไม่ใช่แค่จะเล่าเรื่องแบบลวกๆ เพื่อให้ยัดฉากเพนนีไวส์เผ่านาทำให้สะดุ้ง แต่หนังให้เวลาในการเผยให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างตัวละครกลุ่มเด็กขี้แพ้ เพื่อให้ให้เราซึมซับความรู้สึก ปัญหา และอารมณ์ของทั้งหมดว่าพวกเขากำลังเผชิญอยู่กับอะไรบ้างในโลกใบนี้ แม้เพนนีไวส์อาจจะไม่จริงสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆกลุ่มนี้นั่นคือของจริงและที่จริงที่ยิ่งกว่าก็คือมิตรภาพที่พวกเขามีให้แก่กัน

ด้านโปรดักชั่นก็ทำออกมาได้บรรยากาศยุค 80 ส่วนตัวชอบการจัดแสงของหนังมากๆ แม้ในฉากที่ตัวละครอยู่ในสถานที่มืด แต่ภาพบนจอก็ยังคงสว่างมากพอให้เราได้เห็นรายละเอียดของฉากนั้นๆ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกกลัวได้มากขึ้น เมื่อ ‘มัน’ โผล่ออกมา หนังมีหลายซีนของ ‘มัน’ ที่ทำออกมาได้ชวนขนลุก แต่ที่ทำเอาสะดุ้งสุดก็คงไม่พ้นฉากการนั่งดูภาพสไลด์ในโรงเก็บของที่เล่นกับจังหวะได้พอดีโคตรๆ

ฝั่งดารา Jaeden Lieberher, Sophia Lillis, Finn Wolfhard,  Finn Wolfhard  (จาก Stranger Things), Jack Dylan Grazer, Wyatt Oleff และ Chosen Jacobs ทุกคนสวมบทเป็นเด็กขี้แพ้ได้ธรรมชาติ จนเรามองเห็นภาพกลุ่มเพื่อให้นจริงๆที่ไปไหนไปกันบนจอ นั่นทำให้เวลาตัวละครต้องเผชิญอันตรายร่วมกัน มันยิ่งทำให้ฉากเหล่านั้นมีพลังมากขึ้น ส่วน Bill Skarsgård ก็เป็นตัวตลกเพนนีไวส์ที่มีเอกลักษณ์ของตน ส่วนตัวคิดว่าพี่แกแสดงได้ดีเลยล่ะ ชอบในการใช้น้ำเสียงที่มีความขี้เล่นและชวนขนลุกในตัว (ฉากที่เพนนีไวส์เหลือกตา 2 ข้างเข้าหากัน ทีมงานไม่ได้ใช่ CG ช่วยเลย แต่พี่แกทำเองจริงๆ ทีมงานใช้ CG แค่ตอนดวงตาเปลี่ยนสีเท่านั้น!)

แม้จะเป็นหนังสยองขวัญที่มาพร้อมฉากโหดสมเรท R แต่หนังก็ยังคงนำเสนอหลักสำคัญ ‘ก้าวพ้นวัย’ ของบรรดาเด็กขี้แพ้กลุ่มนี้ได้อย่างดียิ่ง หนังพาเราไปสำรวจความกลัวในรูปแบบต่างๆ ทั้งความกลัวที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งถูกเพนนีไวส์หยิบมาเล่นงานและความกลัวต่อมนุษย์ด้วยกันในสังคมกับการถูกกลั่นแกล้ง ปฏิบัติร้ายแรงต่อกัน และยิ่งกว่านั้นคือความกลัวที่เกาะกินตัวเราจากภายในนั่นคือกลัวความผิดพลาดในอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ มันเป็นเรื่องของการกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวและเอาชนะมันที่มีความสยองขวัญเป็นตัวเสริม

โดยสรุป “IT” (2017) คู่ควรกับตำแหน่งหนึ่งในหนังจากนวนิยาย สตีเฟน คิง ที่ทำออกมาได้ดีที่สุด ทั้งบรรยากาศ ความบริบูรณ์ของแก่นเนื้อหา ความเพลิดเพลินชวนสยองและความฮาที่ผสมพอดี นับเป็นหนังสยองที่ดูจบแล้วให้ความรู้สึกอิ่มมากๆ (ช่วงท้ายของการเผชิญหน้ากับเพนนีไวส์ก็ปูทางมาสู่จุดนี้ได้อย่างน่าชื่นชม จนวูบหนึ่งคิดว่า ‘อารมณ์ตัวละครฮีโร่รวมพลังกันสู้กับธานอสใน Avenger มันคงประมาณนี้สินะ!’) นับเป็นอีกหนึ่งหนังคุณภาพที่น่าจดจำในปีนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

“Logan”

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ชมหนังซูเปอร์ฮีโร่ดีๆและดุเดือดเผ็ดมันขนาดนี้ นานเท่าไหร่แล้วที่เรามัวแต่ชมหนังชุดของซูเปอร์ฮีโร่บางตัวที่ชอบถูกนำมารีเม็กสร้างวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น และนานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นการปิดฉากเป็นอย่างมากใหญ่ของซูเปอร์ฮีโร่คนสำคัญ ในขณะที่หนังเรื่องอื่นพยายามจะยืดเยื้อบทตัวละครนั้นให้ขายได้ในระยะยาว ท่ามกลางกระแสของการหันมาสร้างภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในโทนดาร์กมากขึ้น นับตั้งแต่ตระกูล "Dark Knight" ที่โนแลนทำไว้ หรือหนังซูเปอร์ฮีโร่เรต R ที่ขายฉากร้ายแรงแสนโหดให้ผู้ชมได้ฟินกันอย่างที่ "Deadpool" เคยประสบความสำเร็จไปเมื่อปีก่อน มาวันนี้ เราจะได้ชมการปิดฉากตำนานวูฟเวอรีนเวอร์ชั่น "ฮิวจ์ แจ็คแมน" ที่มีกลิ่นอายของความดาร์กและฉากโหดๆของงานแอ็คชั่นผสมผสานกันในชนิดที่เรียกว่า ภายหลังที่ผมได้ชมรอบพิเศษจบ ผมก็กล้าพูดได้เต็มปากเหมือนคนอื่นๆว่า "Logan" คือหนังที่ดีที่สุดในเฟรนไชส์ตระกูล "X-MEN" ทั้งในแง่ของความสนุกและอารมณ์ร่วมต่อตัวละคร

เนื้อหาใน "Logan" คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ใน "X-Men: Day of Future Part" ประมาณ 50 ปี แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องในเชิงภาคต่อซักเท่าไหร่นัก เพราะหนังมีเนื้อหาแยกเป็นอิสระจากเฟรนไชส์ และมีความเป็น Road Trip ในแบบหนังแอ็คชั่นที่แม้จะดูเชยๆ แต่เมื่อหักล้างกับความมันส์แล้ว ก็ไม่มีอะไรตะขิดตะขวงความรู้สึกผมอีกเลย ตอนเริ่มเรื่องหนังนำเสนอภาพของโลแกนที่อยู่ในสภาพบอบช้ำและเปราะ บาง หนังให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าความเป็นอมตะในตัวโลแกนไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ชอบประโยคที่เขาบอกว่า "พวกมิวแทนต์ (มนุษย์กลายพันธ์ุ) คือสิ่งผิดพลาดของพระเจ้า" ประโยคแสดงให้มองว่าในความคิดของโลแกน เขามองทักษะต่างๆที่ตัวเองมีเป็นดั่งคำสาปที่เกาะติดตัวเขามากกว่า ซึ่งหลายๆประโยค หลายๆพฤติกรรมในเรื่องมีส่วนสะท้อนถึงก้นบึ้งของตัวตนโลแกนมากพอสมควร

ช่วงเปิดตัวหนูน้อย "ลอร่า" เด็กสาวที่มีพลังเหมือนโลแกน จัดได้ว่าเป็นฉากแอ๊คชั่นที่ผมชื่นชอบที่สุดในเรื่อง มันเป็นความรู้สึกที่เซอร์ไพส์มากกับตัวละครนี้ เสียงคำรามของนางยิ่งสะกดผมให้คลั่งตัวละครนี้หนักขึ้น ความกระฉับกระเฉงและความคล่องแคล่วของคุณยิ่งตอกย้ำความน่ากลัวและความหวังใหม่ให้กับทีม x-men ในภาคถัดๆไปได้ อย่างไรก็ตาม ผมต้องไม่ลืมที่จะชื่นชมทักษะทางการแสดงทั้งสีหน้าแววตาของ "แคฟเน่ คีน" หนูน้อยดาราหนังคนใหม่ที่ทำให้ตัวละคร "ลอร่า" นี้มันโดดเด่นขึ้นมาทันทีตั้งแต่เปิดตัวแค่ 10 นาที

ด้านบทภาพยนตร์ ก็ถือว่าทำได้พอดีทั้งในแง่ของงานดราม่าและแอ๊คชั่น หนังปรับโหมดอารมณ์ได้แนบเนียนและต่อเนื่อง แถมพาอารมณ์ของหนังไปได้สุดทางครบทุกโหมด ฉากแอ๊คชั่นที่ดุเดือดและความโหดเหี้ยมของตัวละครยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเปลี่ยนเป็นที่ประทับใจของผู้ชมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ผมยังชื่นชมหนังที่กล้าฉีกแนวเดิมๆที่ใส่หลักสำคัญดราม่าหนักๆเข้าไปและทำได้ดีด้วย ช่วง 10 นาทีสุดท้ายนี่บิ้วให้ผู้ชมน้ำตาไหลเอาง่ายๆได้เลย สำหรับผม "Logan" ในภาพรวมถือว่ามีความพอดี ดูสนุกและมันส์มากที่สุดในหนังเฟรนไชส์ X-MEN ทุกเรื่อง แถมหนังยังใส่ความดราม่าได้ถูกจังหวะและถึงอารมณ์ ซึ่งนับเป็นการทิ้งท้ายบท "วูฟเวอรีน" ของ "ฮิวจ์ แจ็คแมน" และบทของ "ชาร์ลส์ เซเวียร์" ของ "แพทริก สจ๊วร์ต" ได้ชวนให้ตราตรึงและจะสร้างความประทับใจผู้ชมได้แน่ๆ…

Penelope (2006) รักแท้ ขอแค่ปาฏิหาริย์

เพเนโลพีเป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้สัญชาติอังกฤษ – อเมริกันปี 2006 ที่กำกับโดยมาร์คปาลันสกี้และนำแสดงโดยคริสติน่าริชี, เจมส์แม็คอะวอย, แคทคุณรีนโอฮารา, ปีเตอร์ดิงค์เลจ, ริชาร์ดอี. แกรนท์และรีสวิคุณร์สปูน (ซึ่งเป็นผู้อวยการสร้างภาพยนตร์ด้วย) [2] ภาพยนตร์เรื่องนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่เกิดมาพร้อมกับจมูกของหมูเหตุเพราะคำสาปที่แม่มดอาฆาตใส่ไว้ในครอบครัวของคุณ

หลายทศวรรษก่อนเหตุการณ์ในภาพยนตร์จะเกิดขึ้นราล์ฟวิลเฮิร์นนักสังคมสงเคราะห์ที่ร่ำรวยมีความเกี่ยวเนื่องกับสาวรับใช้ชื่อคลารา แต่ครอบครัวที่ไม่เห็นด้วยของเขาไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานกับคุณ อกหักคลาร่าโยนตัวเองลงจากหน้าผาแม่แม่มดที่ขมขื่นและอาฆาตแค้น (Michael Feast) สาปแช่งวิลเฮิร์นส์เพื่อให้ให้บุตรสาวคนต่อไปที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยจะมีหน้าเหมือนหมูคำสาปจะถูกยกขึ้นเมื่อ “แบบเดียวกับคุณ” เรียนรู้ที่จะรักคุณ ตรงเวลาห้าชั่วอายุคน Wilherns ให้กำเนิดบุตรชายแค่นั้นคำสาปดูเหมือนพังทลายลงภายหลังที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกิดในวิลเฮิร์นส์จนกระทั่งมีการเปิดเผยว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ใช่วิลเฮิร์นที่มีเลือดเต็มร่างกาย แต่เป็นหญิงสาวที่เกิดจากความเกี่ยวเนื่องระหว่างเอลล่าวิลเฮิร์นกับผู้ชายอีกคน ยังไม่ถึงวันเกิดของเพเนโลพี (คริสติน่าริชชี่) หลานสาวของเอลล่าและวิลเฮิร์นผู้มีสายเลือดแท้คำสาปจะเกิดขึ้นจนทำให้เจสสิก้า (แคทคุณรีนโอฮารา) แม่ของคุณทุกข์ใจ

 

เจสสิก้าแปลงเป็นคนที่มีการปกป้องมากเกินไปส่งผลให้แฟรงคลิน (ริชาร์ดอี. แกรนท์) สามีของคุณตกอกตกใจมาก ความกลัวของคุณได้รับการการันตีเมื่อนักข่าวแท็บลอยด์ชื่อเลมอน (ปีเตอร์ดิงก์เลจ) เริ่มสะกดรอยตามครอบครัวเพื่อให้ขอรูปถ่ายของเพเนโลพีทารกส่งผลให้เจสสิก้าตาขวาของเขาไม่เห็นภายหลังที่เขาบุกเข้าไปในบ้านของพวกเขา ด้วยความกลัวที่เลวร้ายที่สุดเจสสิก้าตัดสินใจปลอมการตายของบุตรสาวและทิ้งคุณไว้ในคฤหาสน์ของพวกเขาที่ซึ่งเพเนโลพีใช้ชีวิตของคุณจมอยู่กับการแสวงหาทางปัญญาเช่นวรรณกรรมพืชสวนและดนตรี เมื่อเพเนโลพีอายุครบ 18 ปีพ่อแม่ของคุณตีความคำสาปว่าเป็นความรักของชายผู้มีชาติกำเนิดและต่อมาพยายามแนะนำเพเนโลพีให้กับคู่ครองที่เป็นได้ด้วยความช่วยเหลือของแม่สื่อชื่อแวนด้า (รอนนีแอนโคนา) อย่างไรก็ตามในอีก 7 ปีข้างหน้าผู้ชายทุกคนที่จ้องมองคุณจะหนีไปด้วยความหวาดกลัวแม้ว่าพ่อบ้านวิลเฮิร์นเจคจะจับพวกเขาได้ก่อนที่พวกเขาจะจากไปเพื่อให้บังคับให้พวกเขาเซ็นสัญญาว่าจะไม่กล่าวถึงการปรากฏตัวของเพเนโลพี น่าเสียดายที่ Edward Humphrey Vanderman III (Simon Woods) ผู้เอาแต่ใจและหยิ่งผยองหลบหนีไปก่อนที่จะเซ็นสัญญา

 

แวนเดอร์แมนรายงานเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นต่อตำรวจท้องที่แม้ว่าจะส่งผลให้มีเพียงบทความในหนังสือพิมพ์ที่ทำให้เขาเป็นบ้า เพื่อให้แลกชื่อของเขาแวนเดอร์แมนตัดสินใจร่วมมือกับเลมอนเพื่อให้ถ่ายภาพเพเนโลพี พวกเขาสองคนตามหา Max Campion เด็กชายหนุ่มเลือดสีฟ้าที่ครอบครัวของเขาปฏิเสธเพราะปัญหาการพนันและต้องการเงินอย่างสิ้นหวัง เลมอนและแวนเดอร์แมนจ่ายเงินให้แม็กซ์สวมหน้าที่เป็นแฟนคนใหม่ของเพเนโลพีโดยซ่อนกล้องไว้ในเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อให้ที่เขาจะได้ขโมยรูปของคุณ หลังจากสนทนากับเพเนโลพีผ่านกระจกทางเดียวแม็กซ์ก็ไม่คาดคิดเพราะความหวานและเสน่ห์ของคุณเพเนโลพีก็วางใจเขามากพอที่จะแสดงใบหน้าให้เขาเห็น แม้ว่าแม็กซ์จะไม่กลัวเพเนโลพี (แม้ว่าจะตระหนกตกใจ) แต่เขาก็ดันกล้องใส่เสื้อแจ็คเก็ตโดยไม่ได้ตั้งมั่นซึ่งทำให้เขาต้องถอยหนี วามรู้ความเข้าใจผิดเพเนโลพีขอร้องให้เขาแต่งงานกับคุณเพียงเพื่อให้สถานะของคุณและเพื่อให้ทำลายคำสาปแม้กระทั่งสัญญาว่าจะฆ่าตัวตายหากการแต่งงานไม่ทำลายคำสาป แม้ว่าแม็กซ์จะฉีกขาดอย่างชัดเจน แต่รับรองว่าเขาไม่สามารถแต่งงานกับเพเนโลพี เสียใจกับความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากเพเนโลพีเขายกเลิกคำสัญญากับเลมอนและแวนเดอร์แมน (แม้ว่าเจสสิก้าและแวนด้าจะจับได้ว่าเขาทำเช่นนั้น) และทำลายกล้อง

 

เพเนโลพีตัดสินใจว่าในที่สุดคุณก็มีความพยายามในการจับคู่ที่ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและความสันโดษไม่รู้จบและได้รับแรงบันดาลใจจากการสนทนาของแม็กซ์เกี่ยวกับโลกภายนอกหนีการปกป้องบ้านของพ่อแม่ของคุณและเดินทางออกไปในเมืองโดยใช้ผ้าพันคอคลุมตัวคุณ จมูก. ขณะอยู่ที่บาร์ Penelope ลงเอยด้วยการผูกมิตรกับสาวส่งของแอนนี่ (รีสวิคุณร์สปูน) ซึ่งเปลี่ยนเป็นที่ปรึกษา “โลกแห่งความจริง” ของคุณ หลังจากใช้บัตรเครดิตของแม่ของคุณจนหมดในขณะที่อยู่ที่โรงแรม Penelope พบว่าเลมอนและแวนเดอร์แมนกำลังเสนอรางวัลสำหรับรูปถ่ายของคุณและตัดสินใจที่จะเก็บรวบรวมรางวัลโดยการผลิตรูปถ่ายของตัวคุณเอง (ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ทั้งสองคนสะดุด) ในขณะที่ไม่เปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะพร้อมผ้าพันคอของคุณ ความกล้าหาญของเพเนโลพีในการออกไปสู่โลกกว้างจึงเป็นแรงบันดาลใจให้แม็กซ์เลิกเล่นการพนันและกลับไปเล่นเปียโนในโรงละครเก่า ในขณะเดียวกันพ่อแม่ของคุณก็หมดหวังที่จะพยายามตามหาคุณและกลับบ้านของคุณแม้ว่าจะถูกทำลายจากเหตุการณ์นั้นก็ตาม เมื่อพบพ่อแม่ของคุณในที่สุดเพเนโลพีก็วิ่งกลับไปที่บาร์และจากนั้นก็จากไป ในขณะที่คุณหมดสติแอนนี่ถอดผ้าพันคอของเพเนโลพีออกเผยให้คิดว่าคุณเป็นเพเนโลพีที่เข้าใจยากต่อลูกค้าของบาร์ เพเนโลพีแปลงเป็นคนมีชื่อเสียงในชั่วผ่านคืนโดยได้รับความสนใจจากแฟน ๆ ที่ไม่รังเกียจใบหน้าของคุณ

 

ในขณะเดียวกันพ่อของแวนเดอร์แมน (ไนเจลฮาเวอร์ส) เมื่อได้เห็นความชื่นชอบของสาธารณชนที่มีต่อเพเนโลพีและอับอายกับความโหดร้ายของเสียงร้องของลูกชายที่มีต่อคุณจึงบีบบังคับให้เอ็ดเวิร์ดเสนอให้คุณ ในที่สุดเลมอนก็ศึกษาและทำการค้นพบว่าชายที่เขาและแวนเดอร์แมนได้รับคัดเลือกให้ถ่ายภาพเพเนโลพีไม่ใช่แม็กซ์แคมเปี้ยน แต่แท้จริงแล้วชายอีกคนชื่อจอห์นนี่มาร์

เรื่อง Yi Yi (A One and A Two) ตอนที่3

ก่อน ทางด้าน ถิงถิง (เคลลี ลี) บุตรสาวเรียนดีของเอ็นเจก็อยู่ในวัยที่เริ่มมีความรักเป็นนัดแรก คุณแอบชอบ อ้วน ซึ่งเป็นคนรักชายหนุ่มของ ลิลี่ เพื่อให้นสาวข้างห้องที่มีแม่เป็นผู้หญิงที่มีนิสัยชอบคบยก้สู่ชายและดูเหมือนว่าบุตรสาวก็มีเชื้อที่ไม่ทิ้งแถวกันสักเท่าไหร่ในด้านของพล็อตเรื่อง เอ็นเจ เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งภายในมากที่สุด เพราะในขณะที่ต้องเลี้ยง หยางหยาง (โจนาธาน ชาง) ลูกชายวัยอยากรู้อยากเห็นและถิงถิง บุตรสาวที่เริ่มเป็นสาววัยแรกรุ่นเต็มตัว บริษัทของเขาก็กำลังประสบกับปัญหาทางการเงินและต้องดีลธุรกิจการผลิตวิดีโอเกมกับบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเอ็นเจไม่เห็นด้วยกับนโยบายของบริษัทที่มองเรื่องผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนชีวิตของเขาเองก็ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบทางศีลธรรมเมื่อเชอรี่ อดีตรักเก่าของเขาแสดงความปรารถนาว่าคุณอยากรีเทิร์นรักกับเขาอีกรอบ
เอ็ดเวิร์ด หยางแสดงความเป็นนักทำหนังระดับปรมาจารย์ในการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ลำพังเพียงแค่อ่านพล็อตเรื่องคร่าวๆ ก็ฟังดูยุ่งเหยิงจนปวดหัวแทนนี้ ออกมาได้อย่างเรียบง่ายและมีความเข้าอกเข้าใจในตัวละครทุกๆ ตัวอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะเป็นอย่างมากกับความรู้สึกของตัวละครที่ตกอยู่ในความทุกข์กับความรู้สึกผิดในอดีตที่เป็นปมใหญ่หลวงที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว หยางได้ปอกเปลือกตราบาปที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวละครแต่ละตัวอย่างช้าๆ ภายหลังที่คุณยายของหยางหยางและถิงถิงล้มป่วยนอนเป็นอัมพาตไม่ได้สติจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นเหตุให้ถิงถิงโทษตัวเองว่าคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณยายต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้และทำให้คุณทุกข์มากเสียจนนอนไม่หลับ ส่วนแม่ของถิงถิงเองก็เศร้าโศกกับความเจ็บป่วยของแม่จนต้องไปฝึกวิปัสสนากับพระในวัดบนเขา (ซึ่งพระเองก็ยังเห็นความสำคัญของเงินบริจาคมากกว่าการบรรลุอยู่ดี) ในขณะที่อาตี๋ น้องเขยของเอ็นเจ ก็ประสบกับภาระหนี้สินและปัญหาน่าปวดหัวที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันระหว่างเมียและเสี่ยวหยาน คนรักเก่า สภาพการณ์ทั้งหมดนี้ถูกร้อยเรียงเข้าไว้ด้วยกันในลักษณะ contexture ที่แต่ละเรื่องราวมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียนไม่ต่างไปจากเนื้อผ้าชั้นดีและบทเพลงซิมโฟนีทรงพลังจากวงออร์เคสตร้าที่เกิดจากการคุมวงโดยคอนดักเตอร์ชั้นยอดYi Yi แปลจากภาษาจีนแบบตรงตัวว่า “One by One” ที่แปลว่า “ทีละสิ่ง” หรือ “ความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล” หมายความว่าเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้คิดว่าทุกสิ่งมีความเชื่อมโยงกันอยู่และไม่มีสิ่งใดที่สามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆเพียงลำพัง ซึ่งตรงกับ ‘อิทัปปัจจยตา’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่แสดงให้มองว่าทางเท้าชีวิตของมนุษย์เราทุกคนนั้น เป็นผลมาจากพฤติกรรมหรือกรรมของเราเอง และมันก็ฉวัดเฉวียนเกี่ยวผ่านไปสู่ชีวิตของผู้อื่นไม่ต่างไปจากเส้นด้ายหลากหลายเส้นที่ถักทอเข้าไว้ด้วยกันเปลี่ยนเป็นผ้าผืนใหญ่ในทำนองเดียวกันท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่ตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ต้องเผชิญและมีปัญหาที่ยิ่งแก้กลับยิ่งปวดหัว หยางหยางกลับแปลงเป็นตัวละครที่หลายครั้งคำพูดและพฤติกรรมของเด็กชายคนนี้ได้กระตุ้นให้ผู้ชมได้ใช้สติปัญญาคิดใคร่ครวญถึงความหมายที่แท้จริงของชีวิตได้อย่างลุ่มลึก ฉากที่ถือเป็นฉากจำของผู้ชมทุกคนอยู่ในฉากที่หยางหยางบอกกับพ่อไปว่า “ผมมองไม่เห็นในสิ่งที่พ่อเห็น

เรื่อง รักแรกในความทรงจำ

แนว : รักโรแมนติก
นำแสดง : ออมแทอุง, ฮันกาอิน, ลีแจฮุน, ซูจี
กำกับ : ลียงจู
ภาพยนตร์เรื่อง รักแรกในความทรงจำ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มสาวสองคนที่มีความผูกพันธ์กับความรักนัดแรก หลังจากเวลาผ่านไป 15 ปี ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกรอบและสานความเกี่ยวข้องจากความหลังในอดีตอันงดงาม
เรื่องย่อ รักแรกในความทรงจำ
เด็กชายหนุ่มสดใสแต่ขี้อายวัย 20 ปี ซึงมิน ผู้เรียนสาขาสถาปัตยกรรม เขาได้พบกับ ซอยอน ผู้เรียนเอกดนตรีในคาบเรียนสถาปัตย์พื้นฐาน และเขาตกหลุมรักคุณ ทั้งสองเริ่มด้วยการทำการบ้านด้วยกัน ค่อย ๆ เปิดใจและสนิทกันทีละน้อย แต่การที่จะเผยความรู้สึกในใจของตนเองออกไปนั้น ซึงมึน ผู้ใสซื่อก็ไม่สามารถยอมรับความในใจออกไปได้ และด้วยวามรู้ความเข้าใจผิดเมื่อเห็นซอยอนในอ้อมกอดชายอื่น ซึงมินก็ได้เริ่มห่างเหินจากคุณไป
หลังเวลาผ่านไป 15 ปี ซึงมิน ผู้ได้กลายมาเป็นสถาปนิก คุณผู้นั้นก็ได้กลับมาปรากฎตรงหน้าเขาอีกที… ซึงมิน ที่ปกปิดความเป็นห่วงเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อซอยอน มาขอให้เขาสร้างบ้านให้กับคุณในการสร้างบ้านหลังแรกของซึงมิน ขณะที่กำลังสร้างบ้านให้เสร็จบริบูรณ์นั้น ความทรงจำในอดีตที่ไม่อาจแน่ใจว่าเป็นความรักค่อยๆ หวนคืนมา และได้กลายมาเป็นความรู้สึกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเขาและคุณ..
สถาปนิกชายหนุ่มและลูกค้าสาว ได้กลับมาเจอะกัน พร้อม ๆ กับความทรงจำของทั้งสองก็ได้เริ่มขึ้นอีกที การที่จะสร้างบ้านใหม่ที่ ซอยอน ต้องการนั้น ซึงมิน ควรต้องเข้าใจให้ได้ว่า ซอยอนเคยใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร และต้องการจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร เขาจึงจะสร้างบ้านที่เหมาะสมกับซอยอนได้ แต่สิ่งที่เป็นความปรารถนาส่วนตัวของซอยอน ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้ง่ายเลย หน้าต่างควรต้องสูงเท่าระดับหน้าอกดีหรือสูงระดับพุงท้องดี มันเป็นเรื่องที่ยากในการตัดสินใจของทั้งคู่
อิฐที่ก่อขึ้นทีละก้อน ความหลังที่หวนรำลึกขึ้นมาทีละเล็กละน้อย ความทรงจำอันอบอุ่น เจ็บปวด แต่มันเป็นความทรงจำที่สดใส งดงาม ช่วงเวลาที่ได้ลืมเลือนไปก็กลับมาชัดเจนอีกที มือที่เหมือนจะเอื้อมสัมผัสถึง แต่ก็ไม่มีทางที่จะคืนกลับไปยังอดีตเหล่านั้นได้อีกแล้ว ในความทรงจำที่ไม่สิ้นสุด หากใส่อิฐก้อนสุดท้ายเข้าไป แล้วทุกอย่างจะเสร็จบริบูรณ์พร้อม ๆ กับเก็บวันเวลาในอดีตเป็นสิ่งที่ไว้เตือนความทรงจำ และใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้กับบ้านหลังใหม่ อย่างเปี่ยมด้วยความฝัน
ดารา
ออม แท-วุง รับบทเป็น วัยผู้ใหญ่ของอี ซึง-มิน
ฮัน กา-อิน รับบทเป็น วัยผู้ใหญ่ของยาง ซอ-ย็อน
อี แจ-ฮุน รับบทเป็น วัยรุ่นของอี ซึง-มิน
ซูจี รับบทเป็น วัยรุ่นของยาง ซอ-ย็อน
ยู ย็อน-ซ็อก รับบทเป็น แจ-อุก รุ่นพี่ของซอ-ย็อนและคู่แข่งของซึง-มิน
โช จ็อง-ซ็อก รับบทเป็น นาฟ-ตึ๊ก เพื่อให้นสนิทของซึง-มิน
โก จุน-ฮี รับบทเป็น อึน-แช คู่หมั้นของซึง-มิน
คิม ดง-จู รับบทเป็น แม่ของซึง-มิน
อี ซึง-โฮ รับบทเป็น พ่อของยาง ซอ-ย็อน
คิม อึย-ซ็อง รับบทเป็น ศาสตราจารย์คัง
พัก ซู-ย็อง รับบทเป็น สถาปนิกคู
พัก จิน-อู รับบทเป็น คนขับรถแท็กซี่

เรื่อง ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2

ภายหลังที่ภาคแรกเรียกน้ำตาคนดูมาอย่างล้นหลาม และคำวิจารณ์ในแง่บวก กับหนังเกาหลีทุ่มทุนสร้างเนรมิต CG นรกภูมิสุดดราม่าเรื่อง Along with the Gods ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า ที่แสดงโดยนายเจี๋ยมเจี้ยม ชาแตฮุน ในบท วิญญาณของลูกชายที่ทำทุกอย่างเพื่อให้แม่และน้องชาย ชดเชยบาปที่ตัวเองได้เคยก่อเอาไว้ ผ่านการเดินทางในนรกทั้ง 7 ขุม ร่วมทางไปกับเหล่ายมทูตสุดเท่ เพื่อให้ไปหา“ราชันย์ยอมรา”เทพนรกผู้ตัดสินทั้งมวล…
และนี่คือภาคต่อที่จะพาผู้ชมภาคแรก ดำดิ่งลงไปยังเนื้อหาที่ลึก และมืดมนยิ่งขึ้น เพราะภาคนี้ ตัวเองกจะเป็น เหล่ายมทูตที่มีอดีตอันแสนเจ็บปวดไม่แพ้เหล่าวิญญาณที่หลุดมายังนรกแห่งนี้ ใน Along with the Gods : The Last 49 Days ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 2
หนังจะเล่าเรื่องราวต่อจากภาคแรก หลังจาก“คิม จาฮง” (รับบทโดย “ชา แทฮยอน” นายเจี๋ยมเจี้ยมคนที่ใครๆก็รู้จัก) นักดับเพลิงที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด ได้รับการพิพากษาจากจ้าวนรก“ราชันย์ยอมรา” (อี จุงแจ)แล้ว คราวนี้เหล่ายมทูตผู้พิทักษ์ “คังลิม” (ฮา จุงวู) ยมทูตนักสู้ “เฮวอนมัก” (จู จีฮุน) ยมทูตเจ้าปัญญา “ดังชุน” (คิม ฮยางกี คนนี้น่ารักมาก) ต้องทำหน้าที่คุ้มกันวิญญาณน้องชายของจาฮง “คิม ซูฮง” (คิม ดองวุก) อดีตวิญญาณอาฆาต ผ่านด่านพิพากษาครั้งที่ 49 เพื่อให้ส่งดวงวิญญาณของซูฮง และวิญญาณของตนเองกลับไปเกิดใหม่ตามเงื่อนไข ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของเพื่อให้นยมทูต
แน่ๆว่า การนำวิญญาณอาฆาตมาตัดสินความบริสุทธิ์ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติของยมโลก ราชันย์ยอมราก็ยังคงรับฟังความคิดเห็นและให้โอกาสคังลิมแต่ต้องแลกกับภารกิจบางสิ่ง นั่นคือ ให้เหล่ายมทูตพาตัวชายแก่สิ้นอายุขัยมาที่ปรโลกให้ได้
แต่ดูเหมือนข้อเสนอนี้จะสร้างความปวดหัวให้กับ “เฮวอนมัก” และ “ดังชุน” ไม่น้อย เพราะเขาทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับ “ซอง จูชิน” ที่นอกจากเป็นเทพปกป้องวิญญาณของชายแก่ผู้นั้นแล้ว เขายังเป็นผู้กุมความลับในอดีตของเหล่ายมทูตอีกด้วย
ยมทูตผู้พิทักษ์ “คังลิม” (แสดงโดย ฮา จุงวู)
หัวหน้ายมทูตผู้พิทักษ์วิญญาณ : ด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่มีมนุษย์คนใดเลวโดยกำเนิด คังลิม จึงพยายามผดุงความยุติธรรมให้กับวิญญาณทุกดวง โดยในช่วงเวลากว่าพันปีที่ผ่านมา เขาส่งดวงวิญญาณบริสุทธิ์ให้ไปเกิดใหม่ได้สำเร็จถึง 48 ดวง และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะมีอาสได้ไปเกิดใหม่ เขากลับทำให้ทั้งปรโลกต้องตกตะลึง เมื่อเลือกอดีตดวงวิญญาณอาฆาตอย่าง ซูฮง ให้เป็นวิญญาณดวงที่ 49 ภารกิจคราวนี้จึงโหดและหินเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้
ยมทูตนักสู้ “เฮวอนมัก” (แสดงโดย จู จีฮุน)
นักรบยมทูตที่ศึกษาค้นพบความจริงเมื่ออดีตชาติของตน : ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจการตัดสินใจของ คังลิม ที่เลือก ซูฮง เป็นวิญญาณดวงที่ 49 เท่าไรนัก แต่ เฮวอนมัก ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขายังคงทำตามคำสั่งของหัวหน้าและทุ่มสุดตัวเพื่อให้ช่วยวิญญาณของซูฮงให้ได้กลับไปเกิดใหม่

It’s okay to not be okay

It’s okay to not be okay เป็นซีรีส์เกี่ยวกับจิตวิทยาที่นำแสดงโดยคิมซูฮยอนและซอเยจีที่มาพบพบกันในเรื่องนี้เรื่องแรก และเป็นเรื่องแรกที่คิมซูฮยอนได้กลับมาแสดงซีรีส์ภายหลังที่ออกจากกรม เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ มุนซังแท ( คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหอผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกอย่างมุนซังแท (โอจองเซ) เพราะเขามีเวลาให้กับพี่ชายเขาเลยไม่มีเวลาให้กับตัวเองเลย วันนึงเขาได้เจอกับโกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนนิทานสำหรับเด็กที่โด่งดังมาก แต่นางเอกของเราเป็นโรคต่อต้านสังคมที่มีผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และนางเอกก็เป็นคนที่พระเอกหลงรักตั้งแต่เด็กแล้วด้วย ภายหลังที่ทั้งสองได้พบกันก็ได้เกิดเหตุราวอย่างมากขึ้นแต่พวกเขาก็ได้ช่วยรักษาและเติมเต็มซึ่งกันและกัน แต่เรื่องราวไม่ได้สวยงามค่ะเพราะเรื่องนี้มีปมขนาดใหญ่ที่จึงควรคลี่คลาย ทั้งเรื่องพ่อและแม่ของนางเอกและสัญลักษณ์อย่างผีเสื้อที่พี่ชายของพระเอกฝังใจและกลัวมาตลอด เรื่องราวจะคลี่คลายไปในรูปแบบไหนต้องติดตามใน It’s okay to not be okay ค่ะนอกจากเรื่องราวจะเข้มข้นแล้วคอสตูมและฉากของเรื่องยังมีคุณภาพมาก ๆ อีกด้วย

It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน เรื่องย่อซีรีส์ netflix เรื่องราวของเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่อุทิศตัวเพื่อให้ผู้อื่น ได้โคจรมาพบกับนักเขียนนิทานเด็กที่ต่อต้านสังคม บนเส้นทางแห่งการเยียวยาจิตใจที่แสนพิเศษ ติดตามชมได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30 น.
It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน
It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน ซีรีส์ netflix

เรื่องย่อ It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน
เรื่องโรแมนติกที่ไม่ธรรมดาระหว่างคนสองคนที่ลงเอยด้วยการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจและความรู้สึกให้กันและกัน มุนคังแท (คิมซูฮยอน) ทำงานที่แผนกผู้ป่วยจิตเวช โดยหน้าที่ของเขาคือการจดบันทึกสภาพของผู้ป่วย เพื่อให้รับมือกับสภาวะที่ไม่คาดคิด เช่น เมื่อผู้ป่วยอาละวาดหรือหลบหนี

คังแทเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยสารพัดคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็น หน้าตาอันหล่อเหลา รูปร่างที่ดึงดูด ความเฉลียวฉลาด ความถนัดในการเห็นอกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความอดทน ไปจนถึงปฏิกิริยาการสนองตอบอันฉับไว และอื่น ๆ อีกอย่างมากที่จะทำให้เขาแปลงเป็นชายหนุ่มในฝันของสาว ๆ ได้ ทว่าชีวิตของเขากลับต้องทุ่มเทให้กับการดูแลเอาใจใส่พี่ชาย มุนซังแท (โอจองเซ) ที่อายุห่างกัน 8 ปี และป่วยเป็นออทิสติก

แต่แล้วโชคชะตาก็นำพา มุนคังแท มาพบกับหญิงสาวแสนพิเศษ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเองแบบขั้นสุด ทั้งยังเย่อหยิ่งและหยาบคาย ใครกันจะคิดว่าผู้หญิงที่ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรเลยเรื่องความรัก และน่าจะไม่มีวันรู้สึกด้วย จะตกหลุมรักคนธรรมดา ๆ จนหัวปักหัวปำได้ เรื่องราวของเขาและคุณจะลงเอยอย่างไร ติดตามชมกันต่อได้ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทาง netflix ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน เริ่มตอนแรกวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2020

เขียนบทโดย : โจยอง
กำกับการแสดงโดย : พัคชินอู
รายชื่อผู้แสดงนำในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน
คิมซูฮยอน รับบท มุนคังแท
ซอเยจี รับบท โกมุนยอง
โอจองเซ รับบท มุนซังแท

She’s the Man หรือ แอบแมน มาปิ๊งแมน

ดูหนังใหม่ออนไลน์ She’s the Man หรือ แอบแมน มาปิ๊งแมน ฉายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2549

เรื่องย่อ… Viola เธอเป็นเด็กสาวที่รักกีฬาฟุตบอลอย่างสุดๆ แต่ข่าวร้าย คือ ทีมฟุตบอลหญิงประจำโรงเรียนกำลังจะถูกยุบ !! เธอจึงปรึกษากับพี่ชายฝาแฝดเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจกับความทุกข์ของเธอสักเท่าไหร่ แถมยังแอบโดดเรียนไปเยือนต่างประเทศกับเพื่อนเกือบ 2 อาทิตย์อีกต่างหาก และพี่ชายของเธอคนนี้ ก็ดันเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมฟุตบอลที่อยู่ต่างโรงเรียนกันเสียด้วย ด้วยเหตุนี้ Viola จึงวางแผนจะปลอมตัวเป็นพี่ชาย !! คือ ไปเรียนและเล่นฟุตบอล เธอจึงต้องไปอยู่หอพักรวมกับนักเรียนชายอีกมากมายหลายชีวิต แถมดันไปตกหลุมรักเพื่อนร่วมห้องซึ่งเป็นนักฟุตบอลรูปหล่ออีกต่างหาก แต่แล้วแผนการนี้ยิ่งชุลมุนเข้าไปใหญ่เมื่อพี่ชายของเธอดันกลับก่อนกำหนด!!

ภาพยนตร์ Romantic – Comedy เรื่อง She’s the Man ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง มาจากผลงานเขียนระดับโลกของ William Shakespeare ชื่อ Twelfth Night ผู้กำกับ คือ Andy Fickman

ถือว่าเป็นหนัง ภาพยนตร์ Romantic – Comedy ที่หลายๆ คนตกหลุมรัก เมื่อพูดถึงนักแสดงแต่ล่ะคนต่างก็สวยๆ หล่อๆ กันทั้งนั้นเมื่อชมไปก็สนุกสนานจำเริญใจมาก นอกจากนี้ฝีมือการแสดงของแต่ละคนเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียวโดยเฉพาะ Amanda Bynes นางเอกของเรื่องที่มีทั้งความสวยและความน่ารักผสมอยู่ในคนๆ เดียว เธอเล่นราวกับนักฟุตบอลตัวจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่เธอกระโดดขึ้นไปบนฟ้าแล้วเตะบอล เธอแสดงได้เก่งมากจริงๆ สำหรับคนที่อยากหาหนังรักวัยรุ่นตลกๆ คลายเครียด เกี่ยวกับฟุตบอลขอแนะนำเลย โดยเฉพาะนางเอกเอาอยู่จริงๆ เธอน่ารักมาก โดยเฉพาะการเล่นบอล นางเอกสามารถเล่นและเลี้ยงลูกได้เยี่ยมกว่าผู้ชายบางกลุ่มเสียอีก พระเอกอย่าง Channing Tatum ก็หล่อมาก แถมยังสดใหม่ กล้ามชัด หลายๆ คนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขากับเรื่อง Step Up 1 ออร่าแห่งความเท่ห์ ชวนให้สาวกรี๊ดกันไปเป็นแทบๆ เมื่อชมไปสามารถสัมผัสได้ว่า ผู้กำกับต้องการให้ฟุตบอลกับความรักของคู่พระนาง เด่นชัดพร้อมเดินไปพร้อมกันทั้ง 2 ประเด็น หากแต่หลังจากที่ได้ชมจนจบเรื่อง กลับมีความรู้สึกว่าความรักของคู่พระนาง มีความโดดเด่นกว่าเรื่องฟุตบอลเอามากๆ แต่ถึงกระนั้น She’s the Man หรือ แอบแมน มาปิ๊งแมน ก็ถือว่าสนุกเอามากๆ เนื้อเรื่องก็กระชับไม่มีชวนง่วงและน่ารักมาก รับรองว่าถ้าได้ดูไม่เสียใจแน่นอน แถมคนที่ต้องการข้อคิดดีๆ หรือต้องการกำลังใจให้ชีวิต เรื่องนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความฝันที่เรามีความตั้งใจ มุ่งมั่น ทำจนกระทั่งมันประสบผลสำเร็จ