ลอยละล่องสู่ความสยองกับหนึ่งในหนังจากนวนิยาย สตีเฟน คิง ที่ดีที่สุด!

หลังขึ้นจอแบบมินิซีรี่ส์ไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 1990 และได้รับเสียงชื่นชมไปเพียบ กระทั่งเวลาผ่านไป 27 ปี ก็ถึงเวลาที่เรื่องราวของกลุ่มเด็กขี้แพ้กับตัวตลกเพนนีไวส์ จะกลับมาหลอกหลอนผู้ชมอีกทีในฉบับหนังฟอร์มยักษ์ โดย “IT” เวอร์ชั่น 2017 นี้มีการดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนจากนวนิยายของ สตีเฟน คิง และที่น่าสนใจคือการแบ่งหนังออกเป็น 2 ภาค ซึ่งในหนังฉบับแรกที่ฉายในปี 2017 นี้จะเน้นเล่าเรื่องราวเฉพาะวัยเด็กของตัวละคร ก่อนที่ภาคต่อไปจะเล่นเรื่องราวตอนทั้งหมดโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

หนังเลือกที่จะใช้ประโยค “Chapter 1” ขึ้นในตอนจบของเรื่อง โดยที่เลี่ยงการใช้คำนี้ในสื่อโฆษณาอื่นๆ ตลอดจนข้อมูลใน imdb เองก็ยังใช้แค่ “IT” เฉยๆ มองในแง่หนึ่งคือกรณีที่หนังออกฉายแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนสตูดิโอไม่อยากเข็นภาคต่อตามออกมา หนังเรื่องนี้ก็ยังถือว่าจบได้พอดีอยู่ดี หรือ มองในแง่การตลาดที่การตัด “Chapter 1” ออกไป เพื่อให้ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ๆที่ไม่ใช่แฟนคลับของนิยายก็เป็นได้

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของเด็ก 7 คนที่เติบโตมาในเมืองเดอร์รี รัฐเมน พวกเขาเรียกตัวเองว่า “กลุ่มขี้แพ้” ซึ่งแต่ละคนก็มีปมของตนเองแตกต่างกันไป โดยเฉพาะ บิลล์ ที่ต้องพบกับความเจ็บปวดหลัง จอร์จี น้องชายของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับในวันฝนตกหนัก จนทุกคนเชื่อว่าจอร์จีได้ตายไปแล้ว แต่ บิลล์ ยังมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบกับเหตุการณ์นี้ให้ได้

กระทั่งเวลาผ่านไปถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อน บิลล์ และเพื่อให้นๆก็ต้องพบกับความกลัวในใจลึกๆของตนที่ปรากฏออกมาในรูปแบบที่น่าสะพรึง พวกเขาไม่รู้จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร นอกจากเรียกว่า ‘มัน’

ยิ่งบิลล์ และเพื่อให้นๆสืบลึกลงไปในประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของเมืองก็พบเงื่อนงำที่ชวนช็อกที่ว่า ‘มัน’ เป็นสิ่งมีชีวิตอันแปลกแปลกที่อยู่เบื้องหน้าเหตุร้ายแรงในเมืองนี้มาตั้งแต่อดีตกาลและมันจะออกมาจับเด็กกินทุกๆช่วงเวลา 27 ปี บัดนี้กลุ่มเด็กขี้แพ้ที่ถูกเมินจากทุกคน จึงต้องอาศัยความข้องเกี่ยวอันเหนียวแน่นในการเผชิญหน้ากับความกลัว เพื่อให้หยุด ‘มัน’ ให้ได้!

สิ่งที่ต้องชื่นชมประการแรกก็คือการกำกับของ Andy Muschietti (แห่ง Mama) ที่แม้จะเว้นช่วงในการทำหนังสยองขวัญไปหลายปี แต่การมาคราวนี้กับผลงานที่ต้องแบกรับความคาดหวังไว้อย่างหนักอึ้ง ทั้งจากความดังของนวนิยาย ความดีเลิศของฉบับซีรี่ส์ ไหนจะเรื่องการกล้าปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนและแบ่งหนังเป็น 2 ภาคอีก แต่ Muschietti ก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าการสร้างหนังจากเรื่องราวที่เขารักและเข้าใจแก่นแท้ของมันสามารถทำให้เขาสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ โดย “IT” เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงทักษะความถนัดของ Muschietti ที่ก้าวกระโดดของพี่แกขึ้นมาอีกขั้นและนับเป็นผลงานที่จะทำให้ชื่อของพี่แกมีบารมีเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ

คุณงามความดีงามประการต่อมาคือการนำเสนอที่ถ่ายทอดออกมาได้ดี หนังไม่ใช่แค่จะเล่าเรื่องแบบลวกๆ เพื่อให้ยัดฉากเพนนีไวส์เผ่านาทำให้สะดุ้ง แต่หนังให้เวลาในการเผยให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างตัวละครกลุ่มเด็กขี้แพ้ เพื่อให้ให้เราซึมซับความรู้สึก ปัญหา และอารมณ์ของทั้งหมดว่าพวกเขากำลังเผชิญอยู่กับอะไรบ้างในโลกใบนี้ แม้เพนนีไวส์อาจจะไม่จริงสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆกลุ่มนี้นั่นคือของจริงและที่จริงที่ยิ่งกว่าก็คือมิตรภาพที่พวกเขามีให้แก่กัน

ด้านโปรดักชั่นก็ทำออกมาได้บรรยากาศยุค 80 ส่วนตัวชอบการจัดแสงของหนังมากๆ แม้ในฉากที่ตัวละครอยู่ในสถานที่มืด แต่ภาพบนจอก็ยังคงสว่างมากพอให้เราได้เห็นรายละเอียดของฉากนั้นๆ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกกลัวได้มากขึ้น เมื่อ ‘มัน’ โผล่ออกมา หนังมีหลายซีนของ ‘มัน’ ที่ทำออกมาได้ชวนขนลุก แต่ที่ทำเอาสะดุ้งสุดก็คงไม่พ้นฉากการนั่งดูภาพสไลด์ในโรงเก็บของที่เล่นกับจังหวะได้พอดีโคตรๆ

ฝั่งดารา Jaeden Lieberher, Sophia Lillis, Finn Wolfhard,  Finn Wolfhard  (จาก Stranger Things), Jack Dylan Grazer, Wyatt Oleff และ Chosen Jacobs ทุกคนสวมบทเป็นเด็กขี้แพ้ได้ธรรมชาติ จนเรามองเห็นภาพกลุ่มเพื่อให้นจริงๆที่ไปไหนไปกันบนจอ นั่นทำให้เวลาตัวละครต้องเผชิญอันตรายร่วมกัน มันยิ่งทำให้ฉากเหล่านั้นมีพลังมากขึ้น ส่วน Bill Skarsgård ก็เป็นตัวตลกเพนนีไวส์ที่มีเอกลักษณ์ของตน ส่วนตัวคิดว่าพี่แกแสดงได้ดีเลยล่ะ ชอบในการใช้น้ำเสียงที่มีความขี้เล่นและชวนขนลุกในตัว (ฉากที่เพนนีไวส์เหลือกตา 2 ข้างเข้าหากัน ทีมงานไม่ได้ใช่ CG ช่วยเลย แต่พี่แกทำเองจริงๆ ทีมงานใช้ CG แค่ตอนดวงตาเปลี่ยนสีเท่านั้น!)

แม้จะเป็นหนังสยองขวัญที่มาพร้อมฉากโหดสมเรท R แต่หนังก็ยังคงนำเสนอหลักสำคัญ ‘ก้าวพ้นวัย’ ของบรรดาเด็กขี้แพ้กลุ่มนี้ได้อย่างดียิ่ง หนังพาเราไปสำรวจความกลัวในรูปแบบต่างๆ ทั้งความกลัวที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งถูกเพนนีไวส์หยิบมาเล่นงานและความกลัวต่อมนุษย์ด้วยกันในสังคมกับการถูกกลั่นแกล้ง ปฏิบัติร้ายแรงต่อกัน และยิ่งกว่านั้นคือความกลัวที่เกาะกินตัวเราจากภายในนั่นคือกลัวความผิดพลาดในอดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ มันเป็นเรื่องของการกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวและเอาชนะมันที่มีความสยองขวัญเป็นตัวเสริม

โดยสรุป “IT” (2017) คู่ควรกับตำแหน่งหนึ่งในหนังจากนวนิยาย สตีเฟน คิง ที่ทำออกมาได้ดีที่สุด ทั้งบรรยากาศ ความบริบูรณ์ของแก่นเนื้อหา ความเพลิดเพลินชวนสยองและความฮาที่ผสมพอดี นับเป็นหนังสยองที่ดูจบแล้วให้ความรู้สึกอิ่มมากๆ (ช่วงท้ายของการเผชิญหน้ากับเพนนีไวส์ก็ปูทางมาสู่จุดนี้ได้อย่างน่าชื่นชม จนวูบหนึ่งคิดว่า ‘อารมณ์ตัวละครฮีโร่รวมพลังกันสู้กับธานอสใน Avenger มันคงประมาณนี้สินะ!’) นับเป็นอีกหนึ่งหนังคุณภาพที่น่าจดจำในปีนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้