เรื่องราวตอนแรกสุดคลาสสิคกับการย้อนเวลาพบรักในอดีตของ ‘แซม’ ช่างไม้ที่ประกอบอาชีพรีโนเวทบ้านกับน้องชายที่ฝันอยากมีบ้านหลังใหญ่เป็นของตนสักที ในขณะที่แซมมัวแต่ค้นหาความรักผ่านแอพทินเดอร์ไปวันๆ วันหนึ่งเขาได้งานเผ่านารีโนเวทบ้านเก่าแก่นับร้อยปีหลังหนึ่ง ในระหว่างพายุที่พัดโหมกระหน่ำ แซมพบความมหัศจรรย์ในห้องใต้ดินของที่นี่ ที่ย้อนเวลาเขากลับไปร้อยปีก่อน และได้พบกับ “เอเวอลีน” หญิงสาวผู้ดีที่กำลังเข้าพิธีหมั้นหมายกับชายที่แม่จับคู่ให้อย่างไม่เต็มใจนัก เรื่องราวการต่อสู้เพื่อให้ความรักของแซมจึงเริ่มขึ้นที่นี่…

รีวิว Amazing Stories 5 เรื่องราวซีรีส์จาก 'สตีเวน สปีลเบิร์ก' (อัพเดทครบ 5 ตอนจบ) 1จะมองว่าพล็อตเรื่องเชยมากๆ กับการท่องเวลาพบรักซึ่งมีมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่เรื่องราวเชยๆ คลาสสิคแบบงี้แหละเป็นสไตล์ที่สปีลเบิร์กมักหยิบมาใช้ และก็ร่ายมนต์ลงไปทำให้เรื่องเชยๆ นี้มีเสน่ห์ละเมียดละไมคลาสสิคแต่ทันสมัยไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าในงานนี้เขาจะได้กำกับเอง แต่นั่งแท่นผู้ให้การสร้าง ซึ่งก็คงคุมงานกันทุกเม็ดก่อนปล่อยออกมาแบบปะชื่อเค้าหรากว่าผู้กำกับ Chris Long ในเรื่องซะอีก

Dylan O'Brien
Dylan O’Brien พระเอกที่สลัดคราบดาราวัยรุ่นจากพระเอก The Maze Runner มาเล่นบทชายหนุ่มคลาสสิคในเรื่องนี้
หนังเดินเรื่องด้วยเรื่องราวตามสูตรสำเร็จ พระเอกย้อนเวลาเจอนางเอกในช่วงเวลาลำบาก ที่อุปสรรคก็ยังเป็นเรื่องคลุมถุงชน เรื่องเดิมๆ ที่มักหยิบมาใช้กันเป็นพล็อตที่ทำให้พระเอกเห็นอกเห็นใจสาวในยุคก่อนที่ไม่มีอิสระทางเลือกอะไรก็แล้วแต่ในชีวิตนอกจากแต่งงานเพื่อให้ยกระดับฐานะทรัพย์สมบัติให้กับตระกูล แต่ในจุดที่เชยๆ นี้เองหนังใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เผ่านาหลายอย่างแบบสำคัญทั้งหมดทุกจุดที่เชื่อมโยงไปเป็นคำตอบในตอนท้ายเรื่องได้อย่างสวยงาม พร้อมโปรดักชั่นงานสร้างที่สมจริงมากๆ เหมือนภาพยนตร์ย้อนยุคดีๆ เรื่องหนึ่งเลย

รีวิว Amazing Stories 5 เรื่องราวซีรีส์จาก 'สตีเวน สปีลเบิร์ก' (อัพเดทครบ 5 ตอนจบ) 2และหนังไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาเดียวในปี คศ.1919 แต่มีการเดินทางไปหลายยุคสมัยกลับไปกลับมาเพื่อให้สร้างไทม์ไลน์ผูกพันกันตามแบบหนังท่องเวลาทั่วไป แต่ไม่ได้ผูกกันจนงง หนังเล่าแบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมกับการเดินทางผ่านเวลาที่ไม่ได้ลำบากอะไรนัก แต่ก็มีความมหัศจรรย์อยู่ในตัวที่คิดวิธีแบบงี้ขึ้นมาได้ ทั้งนี้เพื่อให้ให้เรื่องราวถูกโฟกัสให้คนดูได้ลุ้นกับการผจญภัยของพระเอกเป็นหลัก ที่เขาเองตกหลุมรักนางเอกในอดีตแบบหมดใจ (ขนาดโงหัวไม่ขึ้นเลยดียิ่งกว่า) ซึ่งก็ออกจะขำๆ กับความเชยง่ายๆ นี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจได้เพราะตอนเริ่มมีการปูมาก่อนแล้วว่าเขาเฝ้าหารักจากทินเดอร์มาเยอะแล้ว และการที่นางเอก “เอเวอลีน” เล่นโดย วิคตอเรีย เปเดร็ตติ (Victoria Pedretti) ที่พึ่งทำให้หลายๆ คนตกหลุมรักคุณจากการเล่นเป็นนางเอกในซีรีส์ YOU ซีซั่น 2  ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าคุณมีเสน่ห์ทั้งรูปร่างหน้าตาน้ำเสียงชวนฝันแบบทำให้คนดูตกหลุมรักหวานๆ แบบสาวคลาสสิคได้จริงๆ และมาในเรื่องนี้คุณก็ยังได้โชว์พลังร้องเพลงสดเสียงไพเราะมากๆ พร้อมกับการแสดงที่ออกฉากเมื่อไหร่ จับใจน้ำตาระรื้นรินไปกับความทุกข์ของคุณได้จริงๆ คุณจึงเป็นตัวเลือกที่ส่งพลังให้เรื่องเชยๆ นี้ดูมีพลังออร่าเปล่งประกายขึ้นมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์

วิคตอเรีย เปเดร็ตติ
วิคตอเรีย เปเดร็ตติ ก็ยังงามชวนฝันผ่านมาถึงเรื่องนี้แบบโดนตกในทันที่ที่ออกมา
หนังมาพร้อมกับบทสรุปจบเรื่องราวได้อย่างสวยงามมาก ทุกปมถูกเคลียร์หมดในตอนท้ายเรื่องแบบเก็บรายละเอียดมาดีมาก จนต้องย้อนกลับไปดูช่วงแรกใหม่อีกรอบว่าสิ่งที่หนังใส่มาแบบนิดๆ หน่อยๆ นี่แหละคือตัวช่วยเรื่องราวตอนแรกนี้สวยงามมากจริงๆ จนแอบอยากให้เอาไปขยายทำเป็นหนังใหญ่อยู่เหมือนกันครับ จุดเสียของเรื่องตอนแรกนี้คงมีอย่างเดียวคือความเชยของพล็อตกับสูตรสำเร็จเส้นเรื่องราวการพบรักที่ไม่แปลกใหม่อะไรเลย แต่ถ้าเปิดใจดูแบบไม่ต้องสนใจตรงนี้ นี่เป็นหนังที่มีเสน่ห์ชวนฝันจนหลงรักได้ง่ายๆ เลยครับ

คะแนน 8.5

The Heat
รีวิวมีสปอยล์บางส่วน แต่ไม่มีจุดหักเหสำคัญของเรื่อง

ตอนที่ 2 ของอเมซิ่งสตอรี่ เรื่องราวของสองสาววัยรุ่นนักวิ่งที่คนหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถชนตายจนเปลี่ยนเป็นวิญญาณเร่ร่อน และต้องมาสืบคดีหาคนร้ายที่ชนด้วยตนเอง พร้อมกับหาทางช่วยเพื่อให้นสาวที่จิตใจแตกสลายให้ประสบความสำเร็จเป็นนักกีฬามืออาชีพให้ได้

นี่เป็นตอนที่น่าเบื่อและทำออกมาได้แย่มากเมื่อเทียบกับตอนแรก จนแปลกใจว่าทำไมคุณภาพของงานสร้างกับบทในตอนนี้อ่อนยวบยาบได้ขนาดนี้  ด้วยความที่เรื่องราวไม่ได้แปลกใหม่ไม่พอ ยังจืดชืดและขาดความน่าติดตาม ปมที่ตามหาคนร้ายก็ไม่ไปให้สุด พอมาทางช่วยเพื่อให้นรักให้แปลงเป็นนักวิ่งมืออาชีพก็พาไปได้ครึ่งทาง รวมทั้งมายัดเรื่อง LGTB ลงไป จนทำให้ตัวเรื่องไปไม่ถึงไหนสักทาง ทั้งผู้แสดงก็ขาดเสน่ห์มีความล้นๆ ตลอดเรื่อง แถมการจบแบบพยายามทำให้เรื่องราวแฮปปี้เอนดิ้งง่ายๆ ทำให้เรื่องราวในตอนนี้ไม่มีอะไรที่น่าจดเลยสักนิด แนะนำว่าผ่านผ่านได้เลยไม่ต้องดูครับ

คะแนน 4/10

Dynoman and the Volt!!
รีวิวไม่มีสปอยล์จุดหักเหสำคัญในเรื่อง

ตอนที่ 3 เรื่องราวของคุณปู่ผู้ไม่ยอมเกษียณอายุแม้ขาจะเจ็บหนัก หลังเขาได้รับพลังจากแหวนลึกลับที่มีที่มาจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ในวัยเด็ก ซึ่งาเขาต้องหาทางใช้พลังนี้ช่วยสานสัมพันธ์กับหลานชายที่ห่างเหินไปในวันฮาโลวีนที่กำลังมาถึงนี้ให้ได้

 

เนื้อเรื่องแนวซูเปอร์ฮีโร่แบบครีเอทขึ้นมาใหม่ในคราบคุณปู่จอมพลัง ซึ่งเรื่องราวเป็นไปอย่างเบาๆ ออกแนวหนังเด็กที่สุดในกลุ่มของซีรีส์ชุดนี้ แม้ว่าจะพยายามทำให้เรื่องมีปมปัญหาครอบครัว แต่ก็เป็นไปแบบเบาบางเหลือเกินกับการช่วยหลานชายไล่เก็บขนมในงานฮาโลวีน ซึ่งสุดท้ายมีพลิกเรื่องราวนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้อินไปกับเรื่องราวสักเท่าไหร่ เพราะพล็อตเรื่องและพลังต่างๆ จากแหวนก็ก็อปซูเปอร์แมน แฟลช มาทั้งนั้นครับ แถมเอฟเฟ็กต์ก็ไม่ได้ดูลงทุนทำดีๆ เลย แค่ระดับหนังทีวีฉายฟรีทั่วไปเพียงแค่นั้นเป็นตอนที่ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ไม่ดีไม่แย่ แค่ธรรมดาเกินไป

คะแนน 6/10 

Signs of Life
รีวิวไม่มีสปอยล์จุดหักเหสำคัญในเรื่อง

ตอนที่ 4 ที่เป็นแนวไซไฟทริลเลอร์ เรื่องของแม่ที่โคม่าแล้วฟื้นกลับมีชีวิตใหม่อีกรอบ แต่คุณกลับแปลงเป็นคนละคน ที่แปลกแปลกขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของบุตรสาวที่รอแม่มา 6 ปี

 

เนื้อเรื่องมาในแนวทริลเลอร์ระทึกขวัญนิดๆ ตั้งแต่ทีแรก พร้อมกับการเดินเรื่องคุลมเคลือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับคนเป็นแม่ที่จู่ๆ ก็พูดภาษาแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ ไปไม่ค่อยเหมือนมนุษย์ แต่เรื่องราวไม่ค่อยเปิดเผยอะไรนักมีความอึมครึมต่อเนื่องไปจนเกือบจบ ซึ่งตอนจบเรื่องแทบใหญ่โตแบบพวกแนวทฤษฎีสมคบคิดกับรัฐบาล แต่สิ่งที่เรื่องนี้พลาดไปคือ ความสมเหตุสมผลที่พยายามพลิกเรื่องจากทริลเลอร์มาเป็นดราม่าซึ้งๆ ในตอนจบที่ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก ซึ่งทั้งเรื่องเสียเวลาไปกับการพยายามทำให้เรื่องอึมครึมมาตลอด ยิ่งทำให้ไม่มีช่วงเวลาปูให้เรื่องเปลี่ยนมาเป็นแนวดราม่าซึ้งๆ ให้คนรู้สึกอินได้เลยแม้แต่น้อย หนังจบแบบไม่เมคเซนส์กับเรื่องราว จนทำให้ที่ทำออกมาลึกลับตลอดเรื่องเกือบพังลงทั้งหมด

คะแนน 6/10

The Rift
รีวิวไม่มีสปอยล์จุดหักเหสำคัญในเรื่อง

ตอนที่ 5 ตอนสุดท้ายของซีรีส์แนวไซไฟเรื่องราวของนักบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังรบที่เวียดนามกลับบินมาตกในยุคปัจจุบัน และได้พบเจอกับสองแม่ลูกที่กำลังย้ายบ้านไปอยู่ในที่ใหม่

ตัวหนังเปิดเรื่องมาปุบปับปั๊บเข้าเรื่องทันทีไม่มีรีรออะไร เป็นตอนที่เดินเรื่องไวทันใจมาก ด้วยพล็อตการผ่านเวลามาอนาคตของนักบินหลงยุค ผ่านรอยแยกประตูมิติบนท้องฟ้า ตัวเรื่องมาในแบบแนวหนัง X-file นิดๆ ถ้าใครเคยดูคือมีหน่วยวานของรัฐบาลตามสืบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และก็ออกมาตามหาชายลึกลับผู้นี้ ซึ่งก็บังเอิญไปเจอกับสองแม่ลูกที่กำลังมีปัญหากันอยู่พอดี ซึ่งก็เป็นปมดราม่าให้ทั้งสองข้างได้เคลียร์กันสั้นๆ แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมากเพราะเรื่องเป็นไปตามสูตรสำเร็จทุกอย่าง ไม่มีการเล่นเรื่องไทม์ไลน์เปลี่ยนอนาคตอะไรก็แล้วแต่ทั้งสิ้น ทำให้หนังตอนนี้แทบจะเป็นเส้นตรงแน่ว มีผจญภัยหนีหน่วยงานรัฐบาลพอให้ลุ้นนิดๆ ถือว่าเป็นตอนที่ดีรองจากตอนแรก แต่ก็แย่ตรงที่บทขาดความลึกไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรทั้งสิ้น แถมจบแบบง่ายดายจนแทบไม่มีลุ้นอะไรเลยสักนิด